หน้าแรกลงนามสมุดเยี่ยมชมติดต่อเรา
สมาชิกเข้าระบบ
ยูสเซอร์เนม :
รหัสผ่าน :
 

ลืมรหัสผ่าน  |   สมาชิกใหม่

โครงการหาดสงขลา
ข้อมูลโครงการ
อื่นๆ
Facebook
FB fong
twitter
ข่าวสารอื่น ๆ
กิจการอื่น ๆ
ลีลาศ
Home

ปฏิทินกิจกรรมพิเศษ
April 2014
S M T W T F S
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      
             
บ้านหลังที่สองที่คนในครอบครัวส่วนใหญ่ของคุณ ต้องการ (7785)
มีชายหาดเดินเล่นยามเย็น ดูพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้าทุกวัน (1289)
16.56%
ใกล้แหล่งอาหารทะเลสด ๆ (1213)
15.58%
เงียบสงบ ไม่วุ่นวาย อากาศดี(1158)
14.87%
ไม่ไกลจากหาดใหญ่มากนัก ไปมาสะดวก (1733)
22.26%
เป็นศูนย์รวมสำหรับพักผ่อนได้ทั้งครอบครัว โดยไม่สิ้นเปลือง (1146)
14.72%
บ้านริมทะเลมีชายหาดให้เดินเล่น และลงไปเล่นน้ำทะเลได้ (1246)
16.01%
มีอีก>>
คุณชอบสะสมหลักทรัพย์จำพวกใดบ้าง เนื่องจาก (8512)
สะสมเงินสด เพราะแน่นอนดี (1509)
17.73%
สะสมทองคำ เพราะราคาขึ้นลงตามมาตรฐานสากล (1188)
13.96%
สะสมบ้านพร้อมที่ดิน เพราะให้เช่าได้สามารถทำรายได้ด้วย(1223)
14.37%
สะสมเครื่องเพชร เพราะชอบส่วนตัว (1087)
12.77%
สะสมที่ดินเปล่า เพราะไม่ต้องดูแลมาก ราคาเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา (1197)
14.06%
สะสมรถยนต์ เพราะใช้ประโยชน์ได้ทันที (1135)
13.33%
สะสมกองทุน สลากออมสิน หุ้น เพราะมีลุ้น ให้ตื่นเต้น (1173)
13.78%
มีอีก>>
เว็บบอร์ด > ประวัติหลวงปู่บรมครูเทพโลกอุดร และหลวงปู่ต้นบุญ ติกขปัญโญ


Dimensions: 300 x 400
Image Type: Bitmap


ห้วข้อกระทู้
ประวัติหลวงปู่บรมครูเทพโลกอุดร และหลวงปู่ต้นบุญ ติกขปัญโญ
รายละเอียด
หลวงปู่บรมครูเทพโลกอุดร

ข้อมูลโดย พ่อหลวงจิตตคุรุวัน จากหนังสือพุทธสยาม

ผู้โพส : ratima
วันที่ : 6/4/2553 13:17:45


ความคิดเห็นที่ 1 (คลิกแสดงความคิดเห็น)

Dimensions: 231 x 400
Image Type: Bitmap

ประวัติขององค์หลวงปู่ใหญ่บรมครูเทพโลกอุดรที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี้ ข้าพเจ้าได้รวบรวม เรียบเรียงจากการให้ข้อมูล และการให้สัมภาษณ์ของ หลวงปู่ต้นบุญ ติกขปัญโญ แห่งวัดพระธาตุศรีจำปามหารัตนาราม อ.พังโคน จ.สกลนคร ซึ่งท่านเป็นศิษย์ของหลวงปู่เทพโลกอุดรอีกองค์หนึ่งที่ออกมาทำงานประกาศธรรม และสืบสานต่ออายุพระพุทธศาสนาตามโอวาทบัญชาจากองค์หลวงปู่ใหญ่ จากวาสนาบารมีที่เกี่ยวเนื่องกันมาหลายชาติพันภพนำพาให้ หลวงปู่ต้นบุญซึ่งสมัยนั้นยังเป็นสามเณรน้อยๆ ได้พบกับบรมครูผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุค และได้ศึกษาศิลปวิทยาในสำนักของท่านเป็นเวลา ๓ ปีกว่า จึงได้ออกมาทำงานสืบสานพระพุทธศาสนา และเป็นเสาหลักสำคัญอีกต้นหนึ่ง

การพบกับบรมครูหลวงปู่เทพโลกอุดรโดยบังเอิญ

หลังจากที่เณรน้อยต้นบุญได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดดงเชียงเครือ อ.วาริชยภูมิ จ.สกลนคร เณณน้อยได้ไปขอบวชกับหลวงพ่อโดยไม่มีใครพาไปเพราะใจคิดอยากจะบวช และบวชอยู่ได้ไม่นานก็มีความกลัดกลุ้มใจกับการรบเร้าของญาติๆ ให้สึกไปเพื่อเรียนหนังสือชั้นมัธยมต่อ แต่ตนเองนั้นไม่อยากสึกเท่าไรนัก เพราะรู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิตความเป็นอยู่ในโลกีย์วิสัยแบบโลกๆ มันทำให้อึดอัดขัดข้องในใจยิ่งนัก เมื่อลุง และป้ามาขอร้องให้สึกเพื่อไปเรียนต่อทางโลกเพราะเกรงว่า “การบวชนั้นไม่มีความมั่นคง และหลักประกันที่แน่นอนกับอนาคตได้ หากสึกมากลางคันโดยไม่มีวุฒิความรู้จะไปสู้กับคนอื่นไม่ได้ กลายเป็นภาระของสังคมอีก” แต่ใจของเณรน้อยไม่อยากสึก อยากจะหนีไปให้ไกลให้พ้นจากที่นี่โดยเร็ววัน เพื่อไม่ต้องให้ญาติๆมารบเร้าอีก

คืนหนึ่งหลังจากเณรน้อยสวดมนต์เย็นแล้วเข้านอนจำวัดตามปกติ หูก็ได้ยินเสียงแว่วๆ มีคนตะโกนเรียกตนอยู่ข้างนอกหน้าต่าง “น้อยๆๆๆๆ” จึงลุกขึ้นมา และชะเง้อมองลงไป เห็นเป็นชีปะขาว หวนดเครารุงรัง แต่งตัวมอซอ ยืนโบกมือเรียกแล้วถามว่า “จั่วน้อยเจ้าอยากไปธุดงค์บ่ พรุ่งนี้จะมีพระไปหนองคาย ให้ไปกับท่านนะ แล้วข่อยสิมารับไปธุดงค์” พอกล่าวเสร็จก็หายวับไปในบัดดล เณรน้อยได้แต่ยืนงงด้วยสงสัยว่าชีปะขาวตนนี้เป็นใครมาจากไหน แล้วทำไมจึงมาบอกตน และก็ผลอยหลับต่อจนรุ่งสาง หลังจากภัตตาหารเช้าแล้ว ก็ล้างบาตร มีพระรูปหนึ่งท่านมาจากหนองคายท่านมาพักที่วัด และกำลังจะกลับได้ชวนเณรน้อยต้นบุญไปเที่ยวหนองคาย และชักชวนให้ไปเรียนนักธรรมบาลีที่ีวัดอรุณรังษีด้วย เณรน้อยได้รับปาก และเดินทางร่วมไปกับพระรูปนั้น

หลังจากไปเรียนนักธรมบาลีที่วัดอรุญรังษี จ.หนองคายอยู่ไม่นาน ก็เกิดความเบื่อหน่ายขึ้นในใจ ไม่อยากเรียน ด้วยว่าอาจารย์ที่สอนก็มีแต่ดุ และตี เวลาท่องตำราจิตใจก็อึดอัดขัดข้องตลอด ตอนแรกก็ตั้งใจใฝ่เรียนอยู่หรอก แต่พออยู่ไปๆ ใจชักไม่อยากเรียน อยากจะไปธุดงค์มากกว่า ช่วงนั้นได้มีเพื่อนสามเณรรุ่นพี่ชวนไปเที่ยวที่วัดศรีสะเกษ และไปเดินเล่นแถวริมโขงบริเวณสะพานมิตรภาพไทย-ลาว บ่อยครั้งที่เณรน้อยออกมานั่งริมโขงทอดสายตาปล่อยจิตให้ไหลไปตามสายน้ำเกิดความสงเยือกเย็นนิ่ง และสายตาของเณรน้อยได้เหลือบไปเห็นพระองค์หนึ่งนั่งสูบบุหรี่อยู่ข้างๆ ตนจึงได้เข้าไปทักทายถามไถ่ ได้ความว่า ท่านชื่อพระอาจารย์คำสิงห์ ข้ามมาจากฝั่งลาว มาพักรักษาตัวอยู่ที่หนองคาย เพราะท่นเป็นโรคกระเพาะ พรุ่งนี่ท่านจะไปรับยาที่อุดร เณรน้อยก็ซักถามถึงสภาพความเป็นอยู่ในลาว การสนทนาระหว่างพระอาจารย์กับเณรน้อยเป็นไปอย่างออกรสออกชาติประหนึ่งรู้จักกันมานานหลายปี ท่านเห็นว่าเณรน้อยอยากไปธุดงค์ จึงชวนเณรน้อยต้นบุญออกธุดงค์ข้ามไปฝั่งลาว โดยท่านนัดแนะให้เณรน้อยมารอท่านที่วัดหายโศก ประมาณ ๓ วันหลังจากนี้ เวลาหนึ่งทุ่มท่านจะมารับ






ออกธุดงค์ผจญภัยในป่ากว้าง

เณรน้อยได้กลับไปเตรียมสัมภาระในการธุดงค์ด้วยความตื่นเต้น ไฟฉาย รองเท้า บริขารที่จำเป็นอื่นๆ และเสบียงมี มาม่า เซี่ยงไฮ้ และลูกอม อีกจำนวนหนึ่ง เมื่อถึงเวลานัดหมายได้มีเรือลำเล็กๆลำหนึ่งนั่งได้ประมาณ ๔ คนมาจอดเทียบท่า พระอาจารย์คำสิงห์ก็มา “อาจารย์เรือลำน้อยแค่นี้จะข้ามไปได้หรือ น้ำโขงตั้งกว้างใหญ่ คลื่นก็แรง?” เณรน้อยถาม “เรือเล็กสิดี ตำรวจจะได้ไม่เห็นเรา” ว่าแล้วคนพายก็แล่นเรือออกจากฝั่ง ตะวันตกดินควมมืดมิดได้มาเยือนอีกครั้ง เณรน้อยนั่งอยู่ด้วยจิตใจที่โปร่งสบายยิ่งนัก เพียงแค่ ๕ นาทีเรือก็แล่นถึงฝั่งลาวอย่างน่าอัศจรรย์ “หายใจยังไม่ทั่วท้องเลย ถึงแล้ว”

พอข้ามถึงฝั่งลาวบรรยากาศรอบข้างเต็มไปด้วยความมืด เณรน้อยจะหยิบไฟฉายมาส่องเพื่อดูทาง แต่พระอาจารย์บอกไม่ต้องให้เดินตามหลังดูแต่ส้นเท้าท่านก็พอ ท่านจะพาไปภูเขา** เดินทางประมาณ ๑๕ นาทีท่านบอก “ถึงภูเขา**แล้วหากไปทางซ้ายสัก ๕๐ หลักก็จะถึงเวียงจันทน์” แต่ท่านพาเลี้ยวขวาผ่านป่าไผ่ไปไม่ไกล ก็พบลานหินกว้าง โล่ง ข้างซ้ายมีบึงน้ำขนาดย่อม ลมโกรกสบาย พระอาจารย์คำสิงห์ให้ไปหาที่ปักกลด แล้วก็พากันแยกย้ายจำวัด “น้อยๆ ตื่นๆๆๆ” อาจารย์ปลุกขึ้นมาดูนาฬิกาตีห้าเศษ ท่านบอกว่า นิมิตไม่ดี เห็นโยมแม่ไม่สบายหนัก จะต้องไปเยี่ยมในกำแพงนครเวียงจันทน์ ให้รออยู่ที่นี่ตอนเย็นท่านจะกลับมา “อาจารย์กลับมาแน่นะ” เณรน้อยถาม “เป็นพระโกหกไม่ได้หรอก ใครจะทิ้งคนทั้งคนไว้ รออยู่ที่นี่แหละ” พระอาจารย์บอก เณรน้อยจึงพูดอีกว่า “ครับ ผมจะรออยู่ที่นี่ อาจารย์ต้องกลับมารับผมนะ”

ว่าแล้วท่านก็เดินจากไป ทิ้งเณรน้อยไว้ให้อยู่กลางป่าใหญ่องค์เดียว “เราจะทำอย่างไรหากท่านไม่กลับมา” เณรน้อยคิดในใจ พอสายๆหน่อยก็เดินสำรวจรอบๆบริเวณเจอรอยเท้าสัตว์หลายชนิด หลายขนาด หลายสิบรอย เดินไปเรื่อยๆเพื่อรออาจารย์ เวลาก็ผ่านไป บ่ายสอง บ่ายสี่ หนึ่งทุ่มก็แล้ว สามทุ่มก็แล้ว ยังไม่เห็นวี่แววอาจารย์เลย ในใจเริ่มกลัวสารพัด สี่ทุ่มท่านก็ยังไม่กลับ แสดงว่าเณรน้อยถูกทิ้งไว้ในป่าคนเดียวแล้ว ด้วยความกลัวจึงได้แต่สวดมนต์ และนั้งสมาธิ ตั้งแต่สี่ทุ่มถึงตีหนึ่ง ก็ได้กลิ่นเหม็นสาบมากระทบปลายจมูก พอลืมตาดูปรากฏเป็นเสือลายพาดกลอนลำตัวใหญ่เท่าวัว สบัดหางอยู่ข้างกลด เณรน้อยนั่งกลัวทั้งเกร็งเหงื่อแตกปานเม็ดข้าวโพด นั่งกอดบาตรจีวรแนบอก กลั้นใจเพื่อไม่ให้เสือได้ยินถึงตีสองกว่าๆ เสือก็ยังไม่ไปจึงตัดสินใจออกไปให้เสือกินดีกว่ามานั่งทรมานอยู่อย่างนี้ เพิกมุ้งกลดออกหวังจะให้เสือร้ายกัดคอ เมื่อเสือหันมามองข้างหลังเห็นมีแต่หัวคนโผล่มาจากผ้าอยู่ต่อหน้าต่อตาด้วอารามตกใจสุดขีด เสือกระโดดหนีวิ่งไปทางที่พระอาจารย์คำสิงห์ไป ส่วนเณรน้อยก็รีบเก็บบาตรเก็บกลด มุ่งหน้าไปอีกทางหนึ่งซึ่งสวนทางกับเสือบุกป่าหญ้าคา ฝ่าม่านเถาวัลย์ตะเลิดเปิดเปิงจนรุ่งสางของวันใหม่ เลือดซึมไหลซิกทั่วร่าง ด้วยความเหนื่อยเพลีย และหิวกระหายเณรน้อยจึงหยุดพักใต้กอหวายลำใหญ่เท่าแขนนั่งกินลูกหวายประทังความหิว แล้วเผลอหลับไปด้วยความเพลีย รู้สึกตัวอีกทีประมาณสองทุ่ม ตื่นมาสวดมนต์ ทำวัตร เดินจงกรมแล้วนั่งภาวนา สักพักก็หลับไปอีก เสียงเอื้อกอ้ากๆๆ เหมือนน้ำป่าไหลบ่าดังกึกก้องกัมปนาทมาทางที่เณรน้อยนอนอยู่ จึงรีบเก็บสัมภาระที่จำเป็นและมุดเข้าไปในป่าหวาย แอบดูต้นเสียงที่มา ถึงรู้ว่าเป็นฝูงช้างป่า ยกโขยงมากินลูกหวายใบไผ่ ล้อมกอหวายกิินกันอย่างโอชะ น้ำลายไหลเยิ้มรดหัวเณรน้อยต้นบุญที่หลบอญุ่ใต้กอหวาย รอจนรุ่งเช้าพอฝูงช้างไปแล้วจึงออกเดินขึ้นเขาสวนกับที่ฝูงช้างลงมา ไปเจอถ้ำแห่งหนึ่ง

ฤาษีแสดงฤทธิ์

ถ้ำที่ว่ามีลักษณะเป็นสีแดง หินสีแดงและมีก้อนหินใหญ่สีแดงอยู่หน้าถ้ำเห็นฤาษี ๗ ตนนั่งยิ้มรอโบกมือเรียกอยู่หน้าถ้ำ ด้วยความดีใจที่ได้เจอคน เณรน้อยจึงเข้าไปขอน้ำดื่มด้วยความกระหายและขอนอนพักอยู่ด้วย เมื่อสนทนาถามถึงเรื่องราวต่างๆทราบความว่า ฤาษีที่อายุน้อยที่สุด ๑๐๘ ปี ถ้ำนี้ชื่อว่า ถ้ำตายักษ์ เพราะตอนที่ท้าวสีโคตรเอาไม้ตะบองตียักษ์ จนลูกตากระเด็นมาตกที่หน้าถ้ำแห่งนี้ คือก้อนหินสีแดงใหญ่ที่อยู่หน้าถ้ำนั่นเอง

จากนั้นฤาษีชวนให้อยู่ด้วยกันจะถ่ายทอดคาถาอาคม และสรรพวิชาที่สามารถดำดินบินวน เหาะเหินเดินอากาศ ย่นระยะทาง แปลงร่างได้สารพัด ว่าแล้วท่านก็นั่งขัดสมาสเข้าสมาธิตัวลอยขึ้นถึงเพดานถ้ำ และแสดงฤทธิ์อย่างอื่นอีกสารพัดให้ดู หลังจากนั้นก็พาเข้าไปดูในถ้ำ มีพื้นน้ำเหลื่อมมันวาววับสะอาดเรียบเป็นเหมือนศาลาในอุโมงค์ มีพระพุทธรูปสีทองเหลืองอร่ามทรงเครื่องสวยงามจับจิตยิ่งนัก ตามผนังถ้ำมีอักขระเป็นตัวธรรมเต็มไปหมดให้มาเรียนเอาเถิด แต่ในใจเณรน้อยขณะนี้คิดว่า “เรื่องเรียนเอาไว้ก่อน ตอนนี้หิวจะตายอยู่แล้ว”

ว่าแล้วฤาษีก็ล้วงมือเข้าไปในผนังถ้ำ หยิบห่ออะไรบางอย่างออกมา พอแกะออกดูเป็นชิ้นเนื้อย่างกับข้าวสวยห่อใบตอง ๑ ห่อ กลิ่นหอมฟุ้ง นั่งฉันด้วยความหิวโหยอย่างเอร็ดอร่อย เสร็จแล้วเดินไปล้างมือ ดื่มน้ำ แล้วกลับมายังที่ฉันข้าวเห็นหัวข่า กัีบตะไคร้แห้ง และทรายห่อใบตองวางอยู่ “เอ้าเมื่อกี้ฉันไอ้นี่หรือ” เณรน้อยถามด้วยความตกใจ “ใช่แล้วเราใช้คาถาปรุงเอา อยากฉันอะไรก็ฉันได้” ฤาษีกล่าว เณรน้อยฉงนสนเท่ห์อัศจรรย์ใจยิ่งนัก แต่หากไม่มีอารมณ์จะอยู่ที่นี่อยากไปให้พ้นจากป่าเขานี้เสียที จึงขอร้องให้ฤาษีไปส่ง เมื่อทนเณรน้อยรบเร้าไม่ไหว ฤาษีจึงได้เอื้อมือดึงเถาวัลย์ออกมาแล้วก็กำหนดจิตเสกคาถางึม งัม จากเถาวัลย์ธรรมดากลายร่างเป็นม้าขาว อาชาไนยรูปงามเพรียวสมส่วน ฤาษีฉุดร่างเณรน้อยให้ขึ้นหลังม้า ขี่ลอยข้ามป่าไปยังแอ่งน้ำแห่งหนึ่ง พอส่งแล้วท่านก็ลากลับควบม้าลอยขึ้นเหนือยอดไม้วิ่งไปจนลับตา



พบหลวงปู่ใหญ่ในถ้ำวัวแดง

เณรน้อยต้นบุญก็พยายามเดินบุกป่าฝ่าดง มองไปทางไหนก็มีแต่ป่ากับป่า และถ้ำกับเหว เดินไปเรื่อยๆเจอถ้ำๆหนึ่ง ปากถ้ำกว้างใหญ่ลักษณะคล้ายอุโมงค์ มีแสงสาดช่องหินลงมาสามารถเห็นทางเป็นระยะๆ จึงตัดสินใจเดินลอดถ้ำไป ตั้งแต่บ่าย๑ ถึงบ่าย ๓ โมง เดินไปอย่างเพลินใจโดยไม่รู้สึกเหนื่อยเมื่อล้าแต่อย่างใด พอไปสุดอุโมงค์ก็เห็นลานหินกว้าง พื้นเรียบเหมือนขัดมันมาอย่างดี มีต้นไม้ใหญ่หลายต้นขึ้นเรียงรายเป็นร่มเงาอย่างพอเหมาะอากาศเย็นสบายใจยิ่งนัก บรรยากาศเป็นคล้ายอีกโลกหนึ่งเลย หน้าถ้ำจะมีหินใหญ่ลักษณะคล้ายวัวกำลังหมอบอยู่ ลำตัวเป็นสีแดง ส่วนนมเป็นสีขาว มีเขาโค้งงามยาวเข้าหากัน หากไม่ทันสังเกตจะนึกว่าวัวกำลังหมอบอยู่

เณรน้อยมองไปเห็นชีปะขาว จำได้ว่าเป็นคนเดียวกับที่ตะโกนเรียกบอกที่วัดนาเหมือง ท่านชื่อปู่สิงขร เป็นผู้อุปัฏฐากรับใช้หลวงปู่ใหญ่มานานจนท่านจำไม่ได้ว่ากี่ร้อยปีมาแล้ว กำลังยืนโบกมือเรียกด้วยความยินดี ปู่สิงขรมายืนรอรับ และทักทายกันพอสมควรท่านก็พาไปกราบ หลวงปู่ใหญ่บรมครูเทพโลกอุดร ซึ่งกำลังนั่งฉันหมากอยู่อย่างอารมณ์ดี หน้าตาท่านอิมเอิบผ่องใสอย่างหาใครเปรียบได้ยาก รัศมีแห่งธรรมแผ่กระจายสายแห่งความเยือกเย็นมากระทบจิต ในตาท่านเปล่งประกายฉายแววแห่งเมตตาธรรมเหมือนมีน้ำไหลอยู่ภายในดวงตาของท่าน มุมปากยิ้มเย็นๆ ผิวพรรณผุดผ่องเหมือนสีทองประกายพราว เณรน้อยมองหน้าท่านเหมือนคุ้นเคยเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน พอย้อนหลังท้าวความในอดีตจึงจำได้ว่าเป็นพระองค์เดียวกับที่เคยมาช่วยชีวิตตอนที่ตายครั้งแรก คือเป็นไข้เลือดออก และครั้งที่สองตอนตกต้นไม้ตาย ท่านมาช่วยชุบชีวิตให้ฟื้นขึ้นมา เป็นองค์เดียวกันนี้เอง เณรน้อยก้มกราบคาราวะท่านด้วยเศียรเกล้า หลวงปู่ใหญ่ท่านไม่ได้กล่าวว่าอะไรเพียงแต่ยิ้มๆ แล้วสั่งให้ปู่สิงขรพาเณรน้อยไปเก็บสัมภาระที่ในถ้ำ แล้วให้ไปสรงน้ำชำระร่างกายที่แอ่งน้ำภายในถ้ำ

เมื่อเณรน้อยต้นบุญได้มาเจอหลวงปู่ใหญ่ผู้เป็นบรมครูแห่งยุคของพระพุทธศาสนาของพระสมณโคดม พระผู้เป็นอมตะมีประวัติความเแ็นมาที่ยาวนาน และพิสดารยิ่งนัก ซึ่งตัวหลวงปู่เองท่านก็ไม่แสดงตัวหรือโอ้อวดองค์ท่านเองแม้นแต่น้อย ท่านก็อยู่ตามปกติของท่าน ทำกิจวัตรต่างๆ และสืบสานงานพระศาสนาตามกำลังความสามารถของท่าน นอกจากจะแสดงโอวาทธรรม สอนวิชชา และมอบหมายงานแล้วท่านจะไม่สนทนา หรือถามไถ่เรื่องอื่นใดเลย การที่จะทราบประวัติท่านนั้น เป็นเรื่องที่ท่านไม่ค่อยให้ความสำคัญเท่าใดนัก และก็ไม่ค่อยได้บอกเล่าแต่อย่างใด จะมีก็แต่ปู่สิงขรที่เป็นพี่เลี้ยงคอยดูแล และสั่งสอนตามคำบัญชาของหลวงปู่ใหญ่เท่านั้นที่เล่าให้ฟัง

วันหนึ่งปู่สิงขรเมื่อถูกถามถึงเรื่องราวความเป็นมาของหลวงปู่ใหญ่ ซึ่งเณรน้อยผู้อยากรู้อยากเห็นได้รบเร้าถามอยู่บ่อยๆ ท่านเลยเมตตาเล่าให้ฟังว่า...

ประวัติหลวงปู่บรมครูเทพโลกอุดร

ณ บ้านอุรุเวลาเสนานิคม ท่านสุปัณณะกะเศรษฐี มีภรรยาชื่อนางสุปัณณะกะมาตา ทั้งสองท่านเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก อุปถัมภ์ทะนุบำรุงพระสงฆ์ และให้ทานอยู่เป็นนิจ แต่ทั้งสองท่านไม่มีบุตรสืบสกุล จึงทำให้เป็นที่เสียใจในตระกูลเป็นอย่างมาก

ครั้งหนึ่งท่านสุปัณณะกะเศรษฐี และนางสุปัณณะกะมาตา ได้นิมนต์พระมหากัสสปะมาฉันบิณฑบาตรที่บ้าน และชวนญาติมิตรมาร่วมถวายอาหารด้วย หลังจากพระมหากัสสปะฉันเสร็จเรียบร้อย นางสุปัณณะกะมาตา ได้ขอประทานบุตรชายจากพระมหากัสสปะ ท่านจึงกล่าวต่อนงว่า จากนี้ไปอีก ๔ เดือนจะมีผู้มีบุญมาเกิด และบุตรชายจะได้บวชในพระพุทธศาสนา ไม่มีโอกาสได้ครองสมบัติใดๆทั้งสิ้น ท่านสุปัณณะกะเศรษฐีดีใจมาก เพราะตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าถ้ามีบุตรชายจะให้บวช

หลังจากนั้น ๔ เดือนนางสุปัณณะกะมาตาได้ตั้งครรถ์ และกำเนิดบุตรชายรูปร่างสมบูรณ์ ผิวพรรณผ่องใส เมื่อวันอาทิตย์ชขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๔ ท่านสุปัณณะกะเศรษฐี ได้ตั้งชื่อบุตรชายว่า สุปัณณะกะกุมาร

หลังจากที่ท่านได้บุตรชายตามปรารถนาท่านก็บริจาคทานเป็นอันมาก ได้สร้างวิหารถวายพระสงฆ์ และนำบุตรชายไปถวายแด่ พระมหากัสสปะ ท่านก็รับไว้ด้วยความยินดี ต่อมาเมื่อ สุปัณณะกะกุมาร เจริญวัยได้ ๗ ขวบ พระมหากัสสปะได้ให้บรรพชาเป็นสามเณรเพื่อศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย ท่านก็เรียนได้เร็วเป็นที่พอใจของพระมหากัสสปะเป็นอันมาก เมื่อสามาเณรสุปัณณะกะกุมาร มีอายุครบ ๒๐ ปี จึงได้อุปสมบท เข้าป่ารับพระกรรมฐานจากพระมหากัสสปะ ได้เดินธุดงค์ในประเทศอินเดีย พม่า และจีน อยู่นานถึง ๔ ปี จึงได้กลับมา

หลังจากกลับมาพระมหากัสสปะได้มีอาการอาพาธ ท่านได้เรียกพระภิกษุ ๓ รูปคือ ๑.พระสุปัณณะกะ ๒.พระภิคิยะ ๓.พระสุวรรณกะ เข้ามารับโอวาทครั้งสุดท้าย และได้ฝากพระทั้งสามให้ดูแลพระศาสนาในที่ต่างๆ ให้ยั่งยืนสืบไป ดูแลพระภิกษุสามเณร ตามอารามทั่วไป พร้อมกำชับให้นำร่างที่ละสังขารไปไว้ที่ภูเขาหิมาลัย ณ ถ้ำปัญจนรดี เทือกเขาที่สูงที่สุดในหิมาลัย ต่อมาภายหลังท่านทั้งสามจึงได้แยกย้ายกันไปเผยแพร่พระศาสนา มีลูกศิษย์มากมาย

สำหรับหลวงปู่บรมครูเทพโลกอุดร(พระธรรมลักขิต) ได้เดินธุดงค์จากประเทศอินเดียมาพม่า ได้รับลูกศิษย์ไว้มากมาย จนเข้าเขตประเทศไทยด้านจังหวัดราชบุรีได้มาพักจำพรรษาที่ดงพญาไฟ สมัยนั้นไม่มีบ้านเรือน และผู้คน ท่านอยู่ปฏิบัติธรรมภาวนาของท่านเรื่อยไปๆ หลังจากนั้น หลังจากนั้นหลวงปู่พระสังฆรักขิต ได้ตามมาสมทบอยู่จำพรรษาที่ดงพญาไฟในถ้ำสุมณฑา ได้ตั้งชื่อว่า เขาพิลาศ ต่อมาภายหลังเรียก พิศาลโรงธรรม เดินธุดงค์ไปมาระหว่างภูเขาต่างๆ เพื่อปฏิบัติบำเพ็ญธรรม สอนพระธรรมแก่พระภิกษุสงฆ์ และพุทธศาสนิกชนผู้ใฝ่ธรรมทั่วไป หลวงปู่บรมครูเทพโลกอุดรท่านได้เป็นผู้บูรณะพระพุทธบาทสระบุรีเป็นองค์แรก และได้จาริกไปนมัสการอยู่เสมอ

หลวงปู่บรมครูเทพโลกอุดร ได้ดำริจะสร้างเมืองขึ้นใหม่รวบรวมผู้คนกลุ่มน้อย สมัยนั้นมีขอม พวกคนดง พวกสินชัย และพวกบำเพ็ญตนในเมืองลี้ลับ(บังบด) ให้สร้างเมืองขึ้นมา เพราะแต่ก่อนผู้คนอยู่กันเรื่อยๆ ที่ใดมีน้ำสมบูรณ์ มีห้วยหนองอยู่ที่ไหนก็ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่นั่นเป็นกลุ่มๆ พอเกิดความแห้งแล้งก็พากันอพยพไปตั้งบ้านเรือนที่อื่น จึงไม่เกิดบ้านเมืองขึ้นมา ทำให้พระสงฆ์ไม่สามารถเผยแพร่ศาสนาได้ จึงไม่เกิดวัดวาอาราม แม้่นพวกขอมก็เร่ร่อนเช่นเดียวกัน ภายหลังหลวงปู่ได้พาพวกสินชัยสร้างเมืองขึ้นห่างจากลพบุรีไปไม่ไกล แต่ถูกพวกขอมขับไล่ไปอยู่เสียที่อื่น จึงได้โยกย้ายหนีไปทางเหนือต่อไป มีจังหวัดเพชรบูรณ์ หลวงปู่บรมครูเทพโลกอุดรท่านมีความท้อใจในการสร้างเมืองเพื่อเผยแพร่พระศาสนา จึงตัดสินใจย้ายไปจำพรรษาอยู่อีกฝากของลำน้ำโขง คือประเทศลาวในปัจจุบัน ท่านย้ายไปอยู่ภูเขาลูกหนึ่งชื่อว่า ภูเขา**น้อย เพราะสมัยก่อนพวกความป่ามักพาแม่**มาออกลูกที่นี่จึงได้ตั้งชื่อตามนี้ในเขาแห่งนี้มีถ้ำแห่งหนึ่งกว้างขวางพอสมควร เหมาะในการบำเพ็ญภาวนาหน้าถ้ำมีหินทรายแดงลักษณะคล้ายวัว หลวงปู่บรมครูเทพโลกอุดรจึงได้ตั้งชื่อว่า ถ้ำอศุภลาศ ลูกศิษย์พากันเรียกว่า ถ้ำวัวแดง

หลังจากท่านได้ที่อยู่จำพรรษาเรียบร้อย หลวงปู่บรมครูเทพโลกอุดรท่านได้ดำริจะสร้างเมืองให้ชาวลาว สมัยนั้นมีชนกลุ่มน้อยที่อพยพมาในแถบทางใต้ของภูเขา**น้อย หลวงปู่ท่านได้สร้างเมืองขึ้นมาชื่อว่า เมืองศรีวิชัย ภายหลังเกิดโรคระบาดจึงได้ย้ายไปสร้างเมืองใหม่ขึ้นมา ชื่อเมือง โพนแก้ว ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นหลวงพระบางศรีวิชัย หลวงปู่ได้เมตตาอบรมสั่งสอนชาวเมืองให้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา และได้สร้างวัดขึ้นมาชื่อว่า วัดพุทธรักษาราม อยู่มาได้ประมาณ ๓๐๐ ปี เมืองนี้มีควมเจริญรุ่งเรืองมาก แต่ก็พบกับภัยธรรมชาติทำให้เมืองนี้สูญสลายไป หลวงปู่จึงได้พาชาวเมืองไปสร้างเมืองใหม่อีกเมืองหนึ่งชื่อ เมืองตะโพนชัย เมืองนี้อยู่ได้ ๒๐ ปี ชาวเมืองเกิดฆ่ากันเพื่อแย่งสมบัติเงินทอง จนเมืองล่มจม หลวงปู่ท่านคิดถึงหลวงปู่สังฆรักขิตได้พากลุ่มชนคนไทที่เป็นเชลยขอมในสมัยนั้น สร้างบ้านเมืองขึ้นมาชื่อ เมืองไท ต่อมาพากันเรียกว่า สุโขทัย

สำหรับหลวงปู่บรมครูเทพโลกอุดร (พระธรรมรักขิต) ได้รับลูกศิษย์ของหลวงปู่สังฆรักขิตกลับไปถ้ำภูเขา**น้อย เพื่อศึกษาในระดับภูมิธรรมที่สูงขึ้น ลูกศิษย์ทั้ง ๑๖ รูปได้แก่

๑. หลวงปู่จันทร์เด่น พระสุภิตามหาเถระ

๒. หลวงปู่บำเพ็ญ พระรัตนมหาเถระ

๓. หลวงปู่เย็นดี พระอชิตะมหาเถระ

๔. หลวงปู่พอดี พระมหาอุตรมหาเถระ (หรือพระอุตรวัชชี)

๕. หลวงปู่สันที พระมหาโสณธรรมเภระ(หรือพระโสณกฎิธีธรรม)

๖. หลวงปู่สุรีย์ พระมหิถมหาเถระ

๗. หลวงปู่อัถสี พระอัถสีมหาเถระ

๘. หลวงปู่กุณภี พระมหากุณภีมหาเถระ

๙. หลวงปู่สุรสีห์ พระสุรสีวรรณามหาเถระ

๑๐.หลวงปู่อัถวี พระอัถวีเวทีมหาเถระ

๑๑.หลวงปู่นรสิงห์ พระนรสีสุขุภีมหาเถระ

๑๒.หลวงปู่สังฆเถรี พระมหาสังฆเมธีมหาเถระ

๑๓.หลวงปู่กาสี พระมหากาสีมหาเถระ

๑๔.หลวงปู่มนตรี พระมหามนตรีมหาเถระ

๑๕.หลวงปู่ยันตรี พระยันตรีมหาเถระ

๑๖.หลวงปู่มัถวี พระมัถวีธรรมมหาเถระ

หลังจากได้อบรมลูกศิษย์ทั้ง ๑๖ รูป ออกเผยแพร่พระธรรมทั้ง ๑๖ สายจวบจนพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองตราบเท่าทุกวันนี้ หลวงปู่บรมครูเทพโลกอุดรมีความอุตสาหะวิริยะเป็นอย่างมาก ในแต่ละปี หลวงปู่ท่านจะออกเยี่ยมลูกศิษย์ทั้ง ๑๖ รูปโดยสมำ่เสมอ ภายหลังหลวงปู่ท่านได้รับปู่สิงขรเข้ามาเป็นลูกศิษย์อีกผู้หนึ่ง และส่งไปศึกษาเรียนที่ ภูแซ (เขาสามบรรพต) เป็นสถานที่รวบรวมพระธรรมวินัย จนภายหลังได้เป็นคณาจารย์ใหญ่ของภูแซ และได้รับลูกศิษย์จากทั้ง ๑๖ สายมาศึกษาทุกๆปี จนมีอภิญญาทางธรรมชั้นสูง และเผยแพร่พระธรรมต่อไป หลวงปู่บรมครูเทพโลกอุดรท่านทำงานมาตลอดโดยมิได้ย่อท้อต่อความเหนื่อยยากลำบาก และอุปสรรคอันใดเลย

จาก ratima [6/4/2553 13:18:41 ]
<< 1 
  ร่วมลงความเห็น > เพิ่มกระทู้ใหม่ > หน้ารวมกระทู้
รายละเอียด :
ผู้โพส :
อีเมล์ :
รูปภาพ :
ไฟล์ gif หรือ jpg ขนาดไม่เกิน 100 KB เท่านั้น
รหัสป้องกัน Security images  
  *เฉพาะ สมาชิกเท่านั้น ,ต้องการสมัครสมาชิกคลิกที่นี่>>